Skip to content

เอกลักษณ์เกอบาญา (kebaya) ในวัฒนธรรมร่วมจากภูเก็ตถึงสิงคโปร์

  • by
วัฒนธรรมร่วมจากภูเก็ตถึงสิงคโปร์สวยงามมาก

วัฒนธรรมร่วมจากภูเก็ตถึงสิงคโปร์สวยงามมาก

วัฒนธรรมร่วมจากภูเก็ตถึงสิงคโปร์สวยงามมาก

เมื่อปี ๒๕๕๕ เครื่องแต่งกายบาบ๋า-เปอรานากัน ของชาวภูเก็ต ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของชาติ ในประเภทแนวปฏิบัติทางสังคม พิธีกรรม และงานเทศกาล  

วัฒนธรรมร่วมจากภูเก็ตถึงสิงคโปร์สวยงามมาก

ในเอกสารดังกล่าว ระบุประวัติความเป็นมาไว้อย่างย่นย่อ “บาบ๋า หรือเปอรานากัน คือกลุ่มชนที่มีเชื้อสายจีนและมลายู มีวัฒนธรรมที่ได้รับอิทธิพลจากวัฒนธรรมของจีนและมลายู  ชาวบาบ๋าในจังหวัดภูเก็ตมีที่มาจากกลุ่มพ่อค้าชาวจีน โดยเฉพาะกลุ่มชาวจีนฮกเกี้ยนที่เดินทางเข้ามาค้าขายบริเวณคาบสมุทรมลายู และกลุ่มชาวจีนฮกเกี้ยนที่มาจากปีนังและมะละกา โดยได้หลั่งไหลเข้ามาอยู่ในมณฑลภูเก็ตในช่วงรัชสมัยรัชกาลที่ ๓ ถึงรัชกาลที่ ๕ แห่งพระบรมราชจักรีวงศ์ ทำให้เกิดการผสมผสานทางเชื้อชาติและวัฒนธรรมระหว่างชาวจีนและคนท้องถิ่น” จากนั้น เอกสารดังกล่าวให้ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการแต่งกายไว้สี่ลักษณะ ประกอบด้วย ชุดเสื้อคอตั้งแขนจีบ ชุดย่าหยา ชุดคหบดี และชุดเจ้าบ่าวเจ้าสาว  สล็อตเว็บตรง

 

จากข้อมูลเบื้องต้นดังกล่าว สะท้อนให้เห็นความสัมพันธ์สามลักษณะระหว่างเครื่องกายบาบ๋า-เปอรานากัน ที่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของชาติ คือ หนึ่ง เครื่องแต่งกายสะท้อนให้เห็นประวัติศาสตร์การเคลื่อนย้ายผู้คนและการลงหลักปักฐาน สอง เครื่องแต่งกายแสดงให้เห็นแบบแผนปฏิบัติทางสังคมในวาระต่างๆ เช่น ชีวิตประจำวัน พิธีแต่งงาน และสาม เครื่องแต่งกายกลายเป็น “หลักหมาย” ของการบ่งชี้อัตลักษณ์ทางวัฒนธรรม  สล็อตเว็บตรง

 

ในที่นี้ผู้เขียนประสงค์บอกเล่าเรื่องราวของ kebaya (ในที่นี้จะออกเสียงว่า เกอบาญา) เป็นการเฉพาะ

เกอบาญาเป็นคำเรียกลักษณะของเสื้อที่ผู้หญิงย่าหยาเคยใช้สวมใส่ในชีวิตประจำวัน หรือดังที่ในเอกสารของกรมส่งเสริมวัฒนธรรมใช้ว่า “ชุดย่าหยา” ซึ่งประกอบด้วยเสื้อเกอบาญาและโสร่ง รวมทั้งเครื่องประดับ โดยให้อรรถาธิบายไว้ดังนี้  สล็อตเว็บตรง

 

“ตัวเสื้อตัดด้วยผ้าลูกไม้หรือผ้าป่านรูเบีย โดยตัดเย็บแบบเข้ารูปแขนยาว ปักฉลุลายดอกไม้ทั้งที่คอเสื้อ ชายเสื้อและปลายแขน ตัวเสื้อด้านหน้าปลายแหลมยาวแบบเสื้อของสตรีมุสลิม ความยาวตัวเสื้อจะอยู่ระดับสะโพกบน ปกเสื้อด้านหน้าแบะออกสำหรับติดโกสัง (เข็มกลัดชิ้นใหญ่เป็นชุดมี ๓ ตัว ตัวแม่มีรูปร่างคล้ายหัวใจ มีตัวลูกเป็นตัวกลมๆ อีกสองตัว) นิยมนุ่งผ้าปาเต๊ะปักเลื่อมและนุ่งเข้ารูป”

อย่างไรก็ตาม หากพิจารณากันให้ดีจะเห็นว่าเครื่องแต่งกายดังกล่าวมีลักษณะร่วมกับวัฒนธรรมมลายูหลายประการ  เครื่องแต่งกายดังกล่าวมีวิวัฒนาการอย่างต่อเนื่องจนกลายเป็นเอกลักษณ์ของกลุ่มบาบ๋านั้น ปรากฏลักษณะของความเปลี่ยนแปลง ทั้งวัสดุ การตัดเย็บ การปักลวดลาย หรือกระทั่งลดความนิยมในการสวมใส่ในชีวิตประจำวัน ผู้เขียนจึงเรียบเรียงให้เห็นความเปลี่ยนแปลงของเสื้อเกอบาญาอันเป็นส่วนประกอบหนึ่งของชุดย่าหยา โดยนำเสนอให้เห็นตัวอย่างเปรียบเทียบประกอบกัน และจะเชื่อมโยงให้เห็นความสัมพันธ์กับ “จีนช่องแคบ” (Straits Chinese) หรือกลุ่มเปอรานากันในปีนัง มะละกา และสิงคโปร์ กับบาบ๋าในภูเก็ตด้วย

เครื่องแต่งกายก่อนเป็น เกอบาญา

วัฒนธรรมร่วมจากภูเก็ตถึงสิงคโปร์สวยงามมาก

เอกสารในวาระพิธีประกาศมรดกภูมิปัญญา กล่าวถึง “ชุดเสื้อคอตั้งแขนจีบ : โดยสวมเสื้อผ่าหน้าติดกระดุมทองหรือเข็มกลัดแถว ความยาวระดับเอวที่ขอบชายเสื้อแต่งด้วยลูกไม้ คอเสื้อตั้ง แขนเสื้อยาวจีบปลายแขน มีกระเป๋าใบใหญ่สองข้าง นุ่งผ้าปาเต๊ะ และใช้ในการดำเนินชีวิต” โดยไม่ได้ระบุว่าเป็นประเภทเครื่องแต่งกายที่พ้นยุคสมัย อย่างไรก็ตาม ในงานเทศกาลพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น ครั้งที่ ๒ ของศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) ศรยุทธ เอี่ยมเอื้อยุทธ สรุปประเด็นการอภิปรายเกี่ยวกับวิถีชีวิตเปอรานากันในภูเก็ตเกี่ยวกับการแต่งกายไว้ว่า

“วิวัฒนาการชุดแต่งกายของสตรีย่าหยา เริ่มจากชุดครุย ภาษามลายูเรียก บาจู ปันจัง (Baju Panjang) เป็นเสื้อคลุมยาวครึ่งน่องแขนยาว ทำด้วยผ้าป่านรูเบีย ผ้าฝ้าย หรือผ้าต่วนมีสีสัน สวมทับเสื้อสั้นคอตั้งสีขาว กระดุมสีทอง (กิมตู้น) ๓ เม็ด นุ่งโสร่งปาเต๊ะ เป็นชุดแต่งกายในโอกาสพิเศษ”

หากจะสืบย้อนคำอธิบายนามที่ใช้เรียกเครื่องแต่งกายของย่าหยา มาห์มูด (Datin Seri Endon Mahmood) ได้ให้คำอธฺบายเกี่ยวกับเรื่องนี้ไว้ในสามลักษณะ

ประการแรก บาจู ปันจาง (Baju Panjang) ในภาษามาเลย์ หากแปลตามตัวอักษร หมายถึงชุดขนาดยาว หรือ long dress ลักษณะเป็นเสื้อคลุมหลวมๆ แขนเสื้อมีความยาวถึงข้อมือ โดยจะเรียวลงในช่วงปลายแขน เพื่อความสะดวกในการรับประทานอาหารด้วยนิ้ว มักสวมใส่กับโสร่งผ้าพิมพ์ หรือโสร่งปาเต๊ะที่นำเข้าจากอินโดนีเซีย

ประการที่สอง มีข้อสันนิษฐานเกี่ยวกับที่มาของคำบันจู ปันจาง เป็นคำยืมจากภาษามาเลย์ และคำเรียกในภาษามาเลย์นั้น น่าจะมีที่มาจากภาษาต่างชาติด้วยเช่นกัน ดังเช่น เกอบาญา ประยุกต์ใช้คำว่า ฮาบาญา (habaya) ที่หมายถึงเสื้อคลุมยาว ผ่าด้านหน้า แต่มาห์มูดแสดงความเห็นไว้ว่า คำอธิบายดังกล่าวไม่ถูกต้องนักเพราะเกอบาญานั้นแตกต่างจากฮาบาญาอย่างสิ้นเชิง

ประการที่สาม มีความเป็นไปได้ที่บาจู ปันจาง น่าจะได้รับอิทธิพลจากวัฒนธรรมอาหรับ เพราะหากพิจารณาอิทธิพลทางศาสนาอิสลามที่เข้ามาในคาบสมุทรมลายู ตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ ๑๕ บันจู ปันจาง เป็นเครื่องแต่งกายที่ได้รับการออกแบบให้สอดคล้องกับหลักปฏิบัติทางศาสนา ที่ปกปิดส่วนต่างๆ ของร่างกายของสตรี  อีกประการหนึ่ง โดยธรรมเนียมพื้นถิ่นแล้ว สตรีในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้นุ่งห่มด้วยผ้าเพียงไม่กี่ชิ้น เนื่องจากภูมิอากาศที่ร้อนชื้น รวมทั้งความเชื่อในสิ่งศักดิ์สิทธิ์ พุทธ หรือฮินดูเอง ก็ไม่มีข้อกำหนดในเรื่องการแต่งกายแต่อย่างใด

เกอบาญา – ประณีตศิลป์

วัฒนธรรมร่วมจากภูเก็ตถึงสิงคโปร์สวยงามมาก

มาห์มูดกล่าวถึงการใช้เกอบาญาในวัฒนธรรมเปอรานากันที่รับมาจากชวา ซึ่งหญิงชวาเองอาจหยิบยืมมาจากวัฒนธรรมอื่นด้วยเช่นกัน  นอกจากนี้ ยังมีการกล่าวอ้างถึงการหยิบยืมวัฒนธรรมการแต่งกายแบบเกอบาญานี้จากเมอดาน สุมาตรา  หญิงย่าหยาในปีนังอาจเป็นกลุ่มแรกที่นำวัฒนธรรมดังกล่าวมาแพร่หลายในกลุ่มจีนช่องแคบ และอีกเช่นกันที่ย่าหยาในมะละกากล่าวถึงบรรพบุรุษที่เริ่มต้นแต่งกายด้วยเกอบาญาที่หยิบยืมมาจากวัฒนธรรมอื่น  ข้อเสนอสุดท้ายเกี่ยวกับความนิยมเครื่องแต่งกายเกอบาญาคือย่าหยาต่างกลุ่มอาจรับอิทธิพลการแต่งกายมาจากแหล่งต่างๆ แต่ได้รับการพัฒนาต่อเนื่องจนเป็นเอกลักษณ์ของกลุ่มเปอรานากัน

คำเรียกเกอบาญาในกลุ่มบ๋าบาภูเก็ตนั้นแตกต่างออกไป  เสื้อผ้าลูกไม้สั้นประมาณสะโพก ไม่มีเสื้อตัวใน เรียก ปั่วตึ่งเต้ มลายูเรียก เกอบาญา (kebaya) แล้วก็เปลี่ยนเป็นผ้าลายฉลุ ทรงรัดรูปแทนผ้าลูกไม้ ปัจจุบัน ยังมีผู้สูงอายุสวมใส่อยู่บ้าง”   สล็อตเว็บตรงไม่ผ่านเอเย่นต์

 

อย่างไรก็ดี ความเปลี่ยนแปลงของเกอบาญามิใช่เฉพาะการเปลี่ยนแปลงวัสดุที่ใช้เท่านั้น หากแต่ดำเนินมาอย่างต่อเนื่อง  มาห์มูดให้คำอธิบายเกี่ยวกับพัฒนาการช่วงแรกของเกอบาญา “เนียยาเรียก เกอบาญา เรนดา (kebaya renda) (คำว่า เรนดา หมายถึง ผ้าลูกไม้) ลักษณะเป็นผ้าโปร่ง สีพื้น และมีการปักลูกไม้ที่สาบเสื้อ ชายแขนเสื้อ และบริเวณชายเสื้อด้านหน้าและด้านหลัง จึงกลายเป็นที่มาของคำว่า เกอบาญา เรนดา”

นอกจากนี้ ยังมีการปรับใช้ผ้าและเทคนิคในการผลิตต่างๆ เกิดเป็นชื่อเรียกที่แตกต่างกัน เช่น เกอบาญา บิกุ (kebaya biku) ที่ใช้ผ้าพิมพ์ที่นำเข้ามาจากยุโรปในช่วงคริสต์ทศวรรษ ๑๙๓๐ และเกอบาญา ซุลัม (kebaya sulum) ที่เน้นการปักลาย (คำว่า ซุลัม หมายถึงงานปักลาย)  สล็อตแตกหนัก

 

ทั้งนี้ พัฒนาการของเกอบาญาในชั้นหลัง ยังเกิดจากการใส่ลวดลายและการปรับแต่งลำตัวของเสื้อให้เข้ากับทรวดทรงของหญิงวัยสาว  จากเกอบาญา เรนดา ที่เน้นความสบายของผู้สวมใส่ หรือเรียกได้ว่าเป็นทรงตรงขนานไปกับลำตัว กลายเป็นการตัดให้เข้ารูปช่วงเอวและปลายเสื้อที่ผายออกขนานไปกับช่วงสะโพก นอกจากนี้ ยังมีการเพิ่มลวดลายการปักที่ชายเสื้อด้านหน้าและหลังให้มีความวิจิตรมากยิ่งขึ้น  เว็ปตรงแตกหนัก

 

การสวมใส่เกอบาญาปรากฏทั้งในชีวิตประจำวัน และในพิธีการต่างๆ โดยยังมีองค์ประกอบอื่นๆ ที่สำคัญ ได้แก่ โสร่ง เข็มกลัดสำหรับกลัดเสื้อ เครื่องประดับ กระเป๋าและรองเท้าที่เกิดจากการปักลูกปัดหลายสีขนาดเล็กๆ จนกลายเป็นลวดลาย ในอดีตนับเป็นงานฝีมือที่จะต้องได้รับการฝึกฝนมาตั้งแต่เด็ก

มาห์มูดกล่าวเพิ่มเติมด้วยความงดงามของเกอบาญายังขึ้นอยู่กับการเลือกสวมใส่ให้เข้ากับโสร่ง เกอบาญาจึงมิใช่เพียงสัญลักษณ์ที่แสดงให้เห็นความวิจิตรของชิ้นงานในการประดิษฐ์ หากแต่ยังเป็นเครื่องหมายของความมีรสนิยมของสตรีที่รู้จักเลือกสรรแพรพรรณที่เหมาะสมตั้งแต่หัวจรดเท้า

สมหมาย ปิ่นพุทธศิลป์ และฤดี ภูมิภูถาวร สมาชิกกลุ่มผู้สนใจประวัติศาสตร์เมืองภูเก็จ ให้ข้อมูลไว้แก่พิพิธภัณฑ์ภูเก็ตไทยหัวว่า “ในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ ๒ ด้วยนโยบายชาตินิยมในสมัยจอมพล ป. พิบูลสงคราม การแต่งกายแบบท้องถิ่นจึงจางไป”

ส่วนความนิยมเกอบาญาในเมืองหลักของช่องแคบมะละกามีสาเหตุที่แตกต่างออกไป  มาห์มูดกล่าวถึงความประณีตของชิ้นงานที่จะต้องใช้เวลาในการตัดเย็บและการปักลาย ตั้งแต่ ๑ ถึง ๔ สัปดาห์ จนมีคำว่ากล่าวที่ว่า “ไม่มีเกอบาญาสองชิ้นที่จะเหมือนกัน” การถ่ายทอดเทคนิคการตัดเย็บระหว่างรุ่นได้เสื่อมถอยลงในช่วงปลายคริสต์ทศวรรษ ๑๙๗๐

การฟื้นฟูวัฒนธรรมเกอบาญา

วัฒนธรรมร่วมจากภูเก็ตถึงสิงคโปร์สวยงามมาก

ในสังคมภูเก็ตปัจจุบัน เสื้อเกอบาญาและโสร่งกลับมาอวดสายตาอีกครั้ง แม้จะไม่ได้เป็นเครื่องแต่งกายในชีวิตประจำวัน แต่เมื่อมีงานสำคัญต่างๆ คนพื้นเมืองภูเก็ตหรือข้าราชการต่างขานรับกับการรื้อฟื้นลักษณะการแต่งกายที่เคยเป็นที่นิยมในพื้นที่

กระทั่งภูเก็ตเข้าสู่ยุคการท่องเที่ยว ชาวภูเก็ตรุ่นใหม่ก็ปรับตัวตามไป จนปัจจุบันแทบจะไม่มีการแต่งกายแบบดั้งเดิมเหลืออยู่ นอกจากชุดไทยเครื่องแบบพนักงานในโรงแรมที่ต้อนรับชาวต่างชาติ และชุดสตรีแบบบาบ๋าตามงานเทศกาล อย่างไรก็ตาม ประมาณปี ๒๕๑๔ ได้มีการสอนทำผ้าบาติกในสถาบันการศึกษาเป็นครั้งแรกที่สถาบันราชภัฏภูเก็ต โดยการริเริ่มของอาจารย์ชูชาติ ระวิจันทร์ และอาจารย์สมชาย พรหมสุวรรณ ได้คิดค้นเทคนิคและสร้างแบบลายใหม่ๆ โดยเฉพาะทิวทัศน์ใต้ท้องทะเล  อาจารย์ชูชาติเป็นผู้นำภาพปะการัง ดอกไม้ทะเล และหมู่ปลาขึ้นมาทำเป็นแบบงานจิตรกรรมบาติกเป็นครั้งแรก จนกลายเป็นลักษณะเฉพาะของบาติกภูเก็ตมาจนทุกวันนี้ 

ทั้งนี้ ตั้งแต่ราวปี ๒๕๔๒ เป็นต้นมา มีความพยายามที่จะส่งเสริมให้พนักงานภาครัฐและเอกชนได้สวมใส่ชุดที่ตัดเย็บด้วยผ้าบาติกภูเก็ต หรือใช้ตกแต่งสถานที่เพื่อสร้างบรรยากาศและเอกลักษณ์ขึ้นในยุคการท่องเที่ยว มีการส่งเสริมให้สตรีแต่งในงานที่เกี่ยวกับประเพณีท้องถิ่นโดยการจัดของภาคเอกชนและประชาคมท้องถิ่น อาทิเช่น สมาคมภูเก็ตเปอรานากัน

ความตื่นตัวเกี่ยวกับการฟื้นฟูอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมของเปอรานากัน ยังปรากฏให้เห็นในเมืองต่างๆ ในช่องแคบมะละกา เช่น การตั้งสมาคมเปอรานากันในปีนังและสิงคโปร์ การประชุมนานาชาติที่สมาคมเปอรานากันในประเทศต่างๆ จะเวียนกันเป็นเจ้าภาพ รวมทั้งในภูเก็ต การจัดพิมพ์หนังสือทางประวัติศาสตร์อีกเป็นจำนวนมาก เพื่ออธิบายความเป็นมาและพัฒนาการของกลุ่มชาติพันธุ์ของตน รวมถึงการจัดตั้งพิพิธภัณฑ์เปอรานากัน และเปิดบ้านมรดกให้สาธารณชนทั่วไปได้ชื่นชมกับความวิจิตรของสถาปัตยกรรม การตกแต่งภายใน เครื่องแต่งกาย งานประดิษฐ์ งานสะสมเครื่องกระเบื้องเคลือบ และภาพเก่า

สิ่งต่างๆ เหล่านี้ได้รับการอธิบายเคียงคู่ไปกับประวัติศาสตร์ของการผสมผสานข้ามวัฒนธรรม ระหว่างความเป็นจีนและลักษณะพื้นถิ่นในคาบสมุทรมลายู

อ้างอิงข้อมูลจาก

website: http://www.xn--12c3bbp2co4acc5a8j7dwd.com/